1. ขายของออนไลน์

แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อพูดถึงวิธีการหาเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต เราจะไม่พูดถึงการขายของออนไลน์ที่กำลังฮอตฮิตสำหรับคนทุกเพศทุกวัยได้อย่างไร สมัยนี้ใครๆก็ขายของออนไลน์กันทั้งนั้น ทั้งทำงานประจำ หรือบางคนถึงขั้นออกจากงานมาขายกันอย่างเต็มที่กันเลย!
(แต่ในเรื่องของการขายของออนไลน์ก็ใช่ว่าจะง่ายๆนะคะ ที่โพสภาพโชว์เงิน โชว์รถนั่นมันภาพมายาทั้งนั้นขอบอก)

 

การขายทางอินเทอร์เน็ตหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1. ขายของตามกลุ่มใน Facebook หรือ Line

อาจจะฟังดูไม่ค่อยเท่ในสายตาวัยรุ่นสมัยใหม่ แต่ผู้เขียนขอบอกว่ามันเวิร์คมากๆ โดยเฉพาะสินค้าเฉพาะกลุ่มทั้งหลายแหล่(ขอไม่เอ่ยชื่อสินค้า) นอกจากจะขายง่าย ทำราคาได้ดี แถมยังคู่แข่งน้อยอีกต่างหาก คนช่วยเหลือในกรุ้ปก็เยอะ ตามประสาคนรักในสินค้าประเภทเดียวกัน ใครที่กำลังเริ่มต้นขายของออนไลน์ห้ามพลาดช่องทางนี้เด็ดขาด!

2. ประกาศขายผ่านทางเว็บไซต์ที่เป็น Marketplace

เช่น kaidee.com , lnwshop.com และยังมีเว็บไซต์จำพวก lazada.com ซึ่งจะขอรวมอยู่ในหมวดนี้ รวมถึง Marketplace เว็บไซต์ของต่างประเทศชื่อดังอย่าง ebay.com , amazon.com เป็นต้น ซึ้งแต่ละเว็บไซต์ก็จะมีข้อดีและข้อเสียแต่ต่างกันออกไป โดยที่ผู้เขียนจะขอมารีวิวแต่ละเว็บไซต์แบบเจาะลึกกันในบทความต่อๆไปดีกว่า

3. เปิดเว็บไซต์ขายสินค้าหรือบริการเป็นของตัวเอง

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการเปิดเว็บไซต์ ข้อเสียหลักๆที่ต้องเจอก็คงจะไม่พ้นเรื่องของค่าใช้จ่าย โดยที่การเปิดเว็บไซต์ใหม่เลยนั้นเรทราคาเฉลี่ยปกติจะเริ่มต้นด้วยประมาณ 20,000 และอาจเพิ่มขึ้นตามความต้องการของเจ้าของสินค้าที่มากขึ้น หรืออาจถูกลงได้จากปัจจัยอื่นๆ (เช่น รู้จักกัน หรือใช้ wordpress ซึ่งคนทำเว็บมีธีมอยู่แล้วเป็นต้น) แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเลยก็คือในเรื่อง Branding ที่จะดูดีโดดเด่นออกมาจากตลาด สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ง่ายกว่า มีความเป็นทางการ และสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดบน และหาลูกค้าประจำได้ง่ายกว่าช่องทางอื่นๆ แถมถ้าติดตลาดไปแล้วสินค้าก็การันตีว่าจะอยู่ในวงการยาวๆได้เลยทันที

รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง

 

2. ทำเว็บไซต์ เขียนบล๊อค ติดโฆษณา

สำหรับคนที่ไม่ชอบขายสินค้าและมีทักษะการเขียนในระดับหนึ่ง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ และถ้าประสบความสำเร็จก็สามารถการันตีรายได้ต่อเดือนได้ทันที รวมทั้งถ้าเว็บไซต์มีการอัพเดทเรื่อยๆ ก็เป็นที่แน่นอนที่รายได้จะต้องเพิ่มขึ้นไปอีก (สามารถเป็น Passive Income สิ่งที่มนุษย์สร้างเงินทุกคนไขว่คว้ากันเลยทีเดียว) ข้อเสียหลักๆ ก็คงจะไม่พ้นวินัยของผู้ทำเว็บไซต์ (ขาดวินัยก็รุ่งยาก) และในเรื่องของค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องการทำเว็บไซต์ แค่เริ่มต้นก็ลำบากไปกว่าครึ่งแล้ว

โฆษณาบนเว็บไซต์หรือบล๊อค ณ ตอนนี้ก็มีให้เลือกหลายเจ้า เพียงกูเกิ้ลว่า “ติดโฆษณา เว็บไซต์” ก็ขึ้นมาให้เลือกระรานตา (ปัญหาในการหาเงินด้านนี้น่าจะเป็นเรื่องวินัยและความขยันล้วนๆ) ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขอพูดถึงหลักๆเพียงสองประเภทใหญ่ ได้แก่ การติด Google Adsense และการโฆษณาแบบ Affiliate Marketing

Google Adsense คืออะไร?

ความหมายสั้นๆ = สายเนื้อหา!
นำโฆษณาของ Google มาไซต์ไว้ในเว็บไซต์เรา รายได้คิดจากจำนวนคลิก

Affiliate Marketing คืออะไร?

ความหมายสั้นๆ = สายขาย!
คือการเป็นตัวแทน เสมือนนำสินค้าของเจ้าของเว็บไซด์ต่างๆ มาขาย อาจใช้เป็นแบนเนอร์โฆษณาสินค้าไม่ต่างกับ Google Adsense เพียงแต่ว่ารายได้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อสินค้านั้นๆ ขายได้จากเว็บไซต์เรานั่นเอง

สำหรับผู้อ่านท่านใดที่มาสายนี้ก็ลองปรับแต่งดูให้เหมาะกับเนื้อหาธุรกิจของตัวเองนะคะ

3. ทำเพจ Facebook รับโฆษณาในเพจ ขายเพจ

อันนี้ก็เห็นกันในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นเพจคำคม เพจไลฟ์สไตล์ เพจเครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งเพจดูดวง ยังไม่นับประเภทเน็ตไอดอลอีก เยอะแยะไปหมด สามารถทำเงินได้ง่ายดายหากเนื้อหาในเพจเตะตาสปอนเซอร์ อีกทั้งถ้าไม่อยากทำต่อแล้วยังสามารถขายเพจเป็นเงินได้อีก นี่มันทรัพย์สินประเภทหนึ่งชัดๆเลย!

 

4. ขายรูปถ่ายออนไลน์

การขายรูปถ่ายออนไลน์ คือการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์แบบ Marketplace เหมือนกับการขายสินค้าประเภทหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่สินค้าที่จะขายนั้นคือภาพถ่ายที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ แต่ก็ต้องอาศัยทักษะศิลปะและถ่ายรูปของแต่ละบุคคลด้วย ขอเพียงแต่ภาพถ่ายนั้นคมชัด มีคุณภาพตามเงื่อนไขก็สามารถนำไปขายได้เลย เว็บไซต์ขายรูปถ่ายปัจจุบันที่นิยมใช้ ได้แก่ Shutterstock นั่นเอง (และเดี๋ยวก็คงมีเว็บไซต์อื่นๆตามมาอีกเป็นพรวนตามวงจรธุรกิจออนไลน์)
สิ่งที่น่าสนใจก็คือลิขสิทธิ์จะยังเป็นของเจ้าของภาพของดีนะคะ ไม่ต้องกังวลไป

 
Shutterstock อีกธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ

5. ขายตัวเอง !!

การขายตัวเองในที่นี้เราไม่ได้พูดถึงการค้าประเวณีแต่อย่างใด แต่หมายถึงการ “ทำตัวเองให้เป็นสินค้า” นั่นเอง หลายคนอาจเรียกว่าเน็ตไอดอล บล๊อคเกอร์ หรืออื่นๆอีกมากมายรูปแบบของ “สินค้า” โดยจุดสำคัญของการจะขายตัวเองก็คือต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจุดขายของเราคืออะไร ทำไมถึงต้องเป็นเรา และทำจุดขายของเราให้โดดเด่นออกมาจากคนอื่น

ช่องทางการหาเงินมีมากมายหลายวิธีตั้งแต่ Review สินค้า, โฆษณาสินค้า (แต่อย่าไปขายครีมเลยคุณ รู้สึกเหมือนจะกลายเป็นปัจจัยที่5ของคนสมัยนี้ไปละ เอือม) , เป็นพรีเซนเตอร์ หรือแม้แต่ผ่านแอพพลิเคชั่นแสดงความสามารถอย่าง Talktalk หรือ Bigo Live นี่ยังไม่นับถึงการทำแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเองเลยนะ …

ยุคสมัยที่เน็ตไอดอลครองโลกโซเชี่ยล

 

6. หาเงินกับ Youtube

ความฝันของเด็กไทยยุคใหม่กับการ Cast Game หรือการอัดคลิปวิดีโอตัวเองเล่นเกมไปด้วยพากย์ไปด้วย ใส่อารมณ์เพื่อความเร้าใจของคนดูอีกนิดหน่อย ยิ่งพูดภาษาอังกฤษได้ แปลเนื้อเรื่องเกมก็ยิ่งได้เปรียบ ข้อดีของการ Cast Game ก็คือมีกลุ่มคนดูแน่นอน ส่วนโจทย์หนักก็คือค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ตัวเองแตกต่างจาก Caster คนอื่นให้ได้

นอกเหนือการ Cast Game ก็จะเป็นในส่วนของ Review สินค้า, แสดงความสามารถในการร้องเพลง/เต้น/อื่นๆ ตามที่เราเห็นกันปกติใน youtube.com ส่วนรายได้ก็จะมาจากโฆษณาในยูทูปนั่นเอง
รายได้ในส่วนนี้จะหาเลี้ยงตัวเองได้มั้ยขึ้นอยู่กับ Content และความสามารถของ Youtuber เป็นหลัก

ตัวอย่างโฆษณาในคลิปวิดีโอของ Game Caster ชื่อดัง Heartrocker
 

 

7. เว็บไซต์หางาน

หางานตามเว็บไซต์ต่างๆ ถ้าคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับการหาเงินออนไลน์จริงๆ อาจกลับไปลองเริ่มต้นหางานประจำอีกครั้งตามเว็บไซต์หางานทั่วไปเช่น jobthai.com , jobbkk.com , jobsdb.com แต่ถ้ายังมีหวังอยู่ ขอแนะนำเว็บไซต์หางานประเภทฟรีแลนซ์ หรือเป็นงานโปรเจ็ก เช่น freelancebay.com , friendlyfreelance.com หรืออาจลงประกาศหางานเป็นจ๊อบๆไปตามความสามารถของตัวเองทางเว็บไซต์ fastwork.co ก็ได้